Searcher And Teacher : เทียนชัย เกียรติปรุงเวช

Searcher And Teacher : เทียนชัย เกียรติปรุงเวช

No Comments
หมี

Searcher And Teacher

            genie records คือค่ายเพลงย่อยในแกรมมี่ ที่ได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการเพลง โดยเฉพาะตลาดเพลงวัยรุ่นที่เป็นลักษณะของวงดนตรีในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่ารูปแบบของวงดนตรีจะได้รับอิทธิพลจากวงในค่ายนี้ค่อนข้างมาก ความเปลี่ยนแปลงที่ครั้งหนึ่งค่ายนี้เป็นเหมือนเรือเล็กต้องออกจากฝั่ง แต่พวกเขาก็ไปไกลถึงฝั่งแถมยังลงหลักปักฐานให้เหล่าเรือเล็กที่จะเป็นอนาคตของวงการดนตรีได้แล่นต่อไปอีกด้วย คนที่เป็นกัปตันเรือหลายๆ ท่านรู้จักดีอยู่แล้ว นั่นก็คือพี่นิค แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านมาคุยกับคนที่เรียกได้ว่าผู้ช่วยกัปตัน เป็นอีกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ genie มาตั้งแต่ต้น เป็นโปรดิวเซอร์ผู้ที่คนในวงการหลายคนนับถือเป็นเสมือนพี่ เป็นเสมือนอาจารย์ ให้กับหลายต่อหลายคน และโปรดิวเซอร์มากความสามารถผู้นี้ก็คือพี่หมี เทียนชัย เกียรติปรุงเวช นั่นเองครับ

พี่หมีเริ่มต้นเส้นทางดนตรีได้อย่างไรครับ

พี่หมี : มันเริ่มจากพี่เรียนดนตรีมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย แล้วก็มาเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ระหว่างนั้นก็ตั้งวงดนตรีเล่นที่ Rock Pub ด้วย ชื่อวง Mountain ที่เมาทุกงานน่ะ (หัวเราะ) ก็อยู่ Rock Pub ปีกว่าๆ ก็ไปอยู่ CU Band คือก็เล่นไปด้วยเรียนไปด้วยตลอด ตอนนั้นในวงพี่ก็เริ่มทำเพลงกัน รวมถึงวงอื่นๆ ในรุ่นๆ เดียวกัน ตัวผมก็เลยเริ่มสนใจงานในสายดนตรีว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ชีวิตนักดนตรีช่วงนั้นเป็นยังไงครับแตกต่างจากสมัยนี้หรือเปล่า

พี่หมี : พี่ไม่รู้ว่ายุคนี้เป็นยังไงนะ แต่สมัยก่อนเรื่องเคารพรุ่นพี่รุ่นน้องจะมีค่อนข้างสูง (หัวเราะ) ยุคนี้ดูเบาลง

ตอนนั้นพี่หมีเล่นเครื่องดนตรีอะไรครับ

พี่หมี : กีตาร์…ตอนนั้นพี่ฝึกหนักอยู่นะ เอาพวก Paganini มาฝึก คือช่วงนั้น Steve Vai กำลังดัง ยุคกีตาร์ฮีโร่กำลังเบ่งบาน ช่วงนั้นปั่นกันทุกคน (หัวเราะ)

แล้วมาสนใจด้านทำเพลงได้ยังไงครับ

พี่หมี : ก็อย่างที่บอก มีพี่ๆ ในช่วงนั้นเริ่มทำเพลงกัน แล้วมันเริ่มจากตอนที่ผมเล่นดนตรีกลางคืนมีพี่อยู่คนนึง ที่ผมเป็นลูกศิษย์แกแบบที่แกไม่รู้ตัวนั่นคือพี่หมู คาไลฯ โดยวงผมจะเล่นสลับกับแกก็จะได้ดูแกเล่นตลอด แล้วเวลาคุยกันแกก็จะเล่าว่า เออ วันนั้น เอากีตาร์ตัวนั้นตัวนี้ไปอัดเสียงมา พอดีเราได้ยินก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง แล้วพอไปอยู่ CU Band ก็มีรุ่นพี่อยู่ในค่ายคีตาหลายคน เลยเริ่มสนใจจากจุดนั้น

พอเริ่มสนใจที่จะทำเพลงแล้วก็น่าจะเล็งๆ ค่ายเพลงไว้บ้างใช่ไหมครับ

พี่หมี : จริงๆ ตอนแรกก็เล็งที่คีตานั่นแหละ ตอนนั้นเขาก็จะมีศิลปินดังๆ อย่างอ้อม สุนิสา, พงษ์พัฒน์ เราก็ตามๆ รุ่นพี่เข้าไป แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย ไปชงเหล้าอย่างเดียว (หัวเราะ) เพราะว่าเราเป็นเด็กใหม่ไง ตอนแรกอยากจะเป็นแค่นักดนตรีแบ็คอัพก็ยังดี แต่เราก็ไม่เคยบอกพี่ๆ ว่าเราอยากจะทำอะไร ก็ได้แค่แอบๆ ทำเพลงไป ภายหลังค่ายปิดตัวลง พี่ๆ เขาก็เลยดึงเราไปช่วยทำเพลงประกอบโฆษณา ทำงานเล็กๆ น้อยๆ จนได้เริ่มมาทำเพลงจริงจังกับศิลปินก็อ้อม สุนิสา ตอนเขามาอยู่แกรมมี่ ก็ทำ 2-3 เพลง

พี่หมีไม่ได้มีผลงานแบบเป็นอัลบั้มของตัวเองเหรอครับ

พี่หมี : ไม่เลย คือความตั้งใจก็คืออยากจะมาทำเบื้องหลังนี่แหละ คิดแค่อยากจะอยู่กับดนตรี ซึ่งก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการทำเพลง ให้เพื่อนๆ ช่วยสอน ผมเริ่มหัดจากเครื่อง MC50 เก่ามาก แต่ยุคนั้นมันทันสมัยมากเลยนะ (หัวเราะ) ซึ่งต่างจากที่เราเรียนดนตรีมาที่จะเจอแต่ตัวโน้ต

คราวนี้จุดผกผันที่ที่ทำให้พี่หมีเข้ามาทำงานสายโปรดิวเซอร์เต็มตัวคือตอนไหนครับ

พี่หมี : ต้องบอกก่อนว่าพี่เรียนสายครูมา ในใจลึกๆ พี่อยากจะเป็นครูนะ คือบางคนมีความเท่แบบต้องอยู่บนเวทีคนเป็นหมื่นแล้วจะรู้สึกเท่ แต่ความเท่ของพี่ พี่อยากจะแบบโรงเรียนเลิก เดินกลับบ้าน มีลูกศิษย์เดินตามหลัง เรียกครูครับๆ แล้วก็อาจมีแฟนเป็นครูด้วยกันสักคน (หัวเราะ) ทีนี้จุดผกผันก็คือพี่ได้มาทำงานในค่ายโพลีแกรม เป็นผู้ช่วยผู้จัดการดูแลศิลปิน เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เข้าสู่ธุรกิจดนตรีเต็มตัว ได้เรียนรู้กระบวนการทั้งหมดของการทำงาน การวางแผน วางคอนเซ็ปต์ และการทำเพลง ที่เข้ามาทำเพลงก็เกิดจากบางทีเรารู้สึกไม่ค่อยถูกใจกับงานที่ได้รับกลับมาจากคนทำดนตรี ก็เลยจัดการทำเอง อัดเองเลย พอพี่ๆ เขาเห็นว่าทำได้ก็เลยให้ทำเลย

คราวนี้ทำไมถึงเลือกมาอยู่ genie ครับ เพราะตอนนั้นก็ใหม่มาก แล้วก็พูดกันตรงๆ ก็ไม่ค่อยมีศิลปินอะไรสักเท่าไหร่

พี่หมี : เอาจริงๆ นะ คือตอนนั้นตกงานเพราะโพลีแกรมปิดตัวลง ขืนไม่ทำอะไรสักอย่างอดตายแน่ (หัวเราะ) เราก็เลยทำเพลงกัน ทำเป็นอัลบั้มเลยนะ แต่ทำเพลงแบบไม่เหมือนกันสักเพลง เพราะเราตั้งใจจะทำให้เขาเห็นว่าเราทำเพลงอะไรบ้าง ตอนแรกก็มองอยู่หลายแห่ง แต่สุดท้ายก็เอาเพลงไปส่ง genie ซึ่งก็กำลังตั้งไข่

บรรยากาศเป็นไงบ้างครับ

พี่หมี : ก็ออฟฟิศเป็นโต๊ะเล็กๆ 2-3 ตัว ขึ้นไปเจอคุณปุ๊กแอดมิน กับพี่นิคและใครไม่รู้อีก 2 คน (หัวเราะ) พอผมเข้าไปเพิ่มอีกคนนึงก็ได้ไปช่วยสร้างค่ายมาด้วยกัน เหนื่อยมากตอนนั้น จริงๆ พอพี่ไปส่งงานเสร็จพี่ยังคิดในใจอยู่เหมือนกันนะ จะยังไงต่อดีวะ เพราะก็อย่างที่เห็นคือ genie ตอนนั้นยังเล็กมาก แล้วชีวิตเราก็เริ่มมีภาระแล้ว จะไปหางานประจำเป็นครู หรือลุยต่อดี แต่พอดีงานอัลบั้มที่ทำมาส่งมันค่อนข้างได้รับการตอบรับดี พี่ก็คิดว่า…รอดแล้วโว้ย (หัวเราะ) ตอนอยู่ genie พี่ก็ทุ่มเทเต็มที่นะ พี่นิคแกบอกว่าอยากให้เราช่วยสร้างคนหน่อย เราก็ช่วยแกเต็มที่เลย

มาถึงตรงนี้น่าจะเจอเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเพลง เรื่องตัวเลขมากขึ้นตอนนั้นพี่หมีรู้สึกยังไงบ้างครับ

พี่หมี : ด้วยความที่ช่วงแรกเราทำอะไรก็ค่อนข้างได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี พอมาช่วงหลังๆ ผ่านมา 6-7 ปีธุรกิจเพลงมันตกต่ำลง เจอเรื่องแผ่นปลอม เรื่องเพลงไม่ค่อยขาย เราก็เริ่มรู้สึกว่าเคยทำให้เขาได้เยอะกว่านี้ หรือว่าเราไม่ไหวแล้ววะ ผมจะเครียดๆ เรื่องนี้พอสมควร แต่ผมคิดไว้ในใจตลอดว่ามันเป็นหน้าที่ที่จะต้องสร้างคนใหม่ๆ ขึ้นมา ก็เลยพยายามหาช่องทาง หาวงใหม่ๆ หาคนใหม่ๆ เข้ามาให้ค่ายเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ และเปิดโอกาสค่ายไปด้วย

จนมาถึงจุดเปลี่ยนของ genie ที่ดึง Big Ass และ Bodyslam เข้ามา

พี่หมี : ด้วยความที่อ๊อฟเขาทำงานเขียนเพลงส่งให้ผมอยู่ พอเขาอยากมาอยู่ Grammy ก็เลยชวนเขาเข้ามา ความตั้งใจตอนแรกเขาบอกว่าอยากไป More Music ผมก็ชวนอ๊อฟกับกบมา บอกมาช่วยกันทำที่ genie ดีกว่า คุยกันอยู่ 3-4 รอบ ซึ่งบางครั้งตูนก็มาคุยด้วย สุดท้ายก็เลยชวนมาอยู่ที่นี่ด้วยกันจนได้ (หัวเราะ) ช่วงนั้น Big Ass เขาเริ่มจะมีคนรู้จักแล้วล่ะ แต่ Bodyslam ยังเพิ่งเริ่มต้น

ตอนแรกที่เห็นพี่คิดว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ทุกวันนี้ได้มั้ยครับ

พี่หมี : ครั้งแรกที่พี่เห็นบอดี้สแลมในตอนนั้น ความคิดแรก…นี่คือไมโครวงต่อไป จะเป็นร็อคประวัติศาสตร์ เพราะภาพมันชัดมาก ด้วยความที่ผมเป็นคนค้นหาศิลปินมาตลอด พอเราเห็นก็รู้เลยว่าใช่  ก็เลยคาดหวังแต่แรกเลย

2 วงนี้เป็นวงที่เปลี่ยนภาพของ genie แต่คราวนี้พี่หมีมีความรู้สึกแบบขัดๆ หรือเปล่าครับ เพราะแนวทางจะต่างจากศิลปินที่มีอยู่ พี่หมีได้ให้คำปรึกษาแนะนำอะไรหรือเปล่าครับ

พี่หมี : จริงๆ ผมแทบไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการทำเพลงของน้องๆ เลยนะ จะมีแค่แนะนำช่วงแรกๆ ว่าลองทำนู่น นี่ นิดหน่อย เท่านั้นเอง แต่เรื่องตัวงานผมไม่ยุ่งเลย คือของเขาใช่อยู่แล้วจะทำให้เสียทิศทางทำไม (หัวเราะ)

ตอนแรกผลงาน Bodyslam ออกมาพี่คิดว่าจะไปรอดในธุรกิจดนตรีหรือเปล่าครับเพราะมันค่อนข้างใหม่

พี่หมี : สิ่งหนึ่งที่ผมทำมาตลอดก็เป็นการทดลองครับ เป็นการเปิดพื้นที่ให้วงใหม่ๆ คนใหม่ๆ ภาพลักษณ์ใหม่ ผมคิดว่าถ้าเราจะไปเปลี่ยนแปลง หรือคาดหวังอะไรแบบที่คิดว่าตลาดต้องการจากพวกเขา แล้วเราจะเปิดรับคนใหม่ทำไม ผมมองว่า Bodyslam ค่อนข้างชัดเจนมากๆ ตั้งแต่แรก องค์ประกอบทุกอย่างมันพร้อมหมด ทั้งภาพแล้วก็ตัวศิลปิน มันจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องเรียกว่าสมหวังทุกฝ่าย

ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ๆ มันทำให้ฐานหรือสิ่งที่พี่หมีสร้างไว้ในอีกแบบหนึ่งเปลี่ยนไป จะเรียกว่าพี่หมียอมถอยหรือเปล่าครับ

พี่หมี : ไม่ ไม่ พี่ไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้นนะ เราไม่ได้มองว่าเราสร้างฐานอะไร คือพี่มองว่า genie คือบ้านเรา สิ่งหนึ่งที่พี่ทำตลอดมาและเห็นได้ชัดเจนคือเป็นที่ๆ พี่ใช้สร้างคนใหม่ๆ สมัยก่อนเราทำงานทดลองอยู่เสมอๆ เราพยายามเอาคนมาอยู่ในบ้านเราเพราะอยากให้เขามาช่วยสานต่อ เราก็ต้องทำให้เขามีความสุข ธรรมชาติวงการเพลงมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แนวเพลงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ น้องๆ มาก็ช่วยกันทำให้มันเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น ปัจจุบันทุกอย่างมันก็เป็นไปในทิศทางที่ดีแล้ว

genie ยุคเก่ากับยุคใหม่ ยุคไหนดีกว่ากันครับ

พี่หมี : ดีคนละแบบ ถ้าเรามองแบบตัวค่ายว่ายุคไหนดีกว่ากัน พี่ว่ามันไม่ใช่ เพราะทุกอย่างมันเกิดจากบริบท สภาพแวดล้อมสังคมในช่วงนั้นๆ ว่ามันเป็นยังไง เราถึงมาวางทิศทางกับจุดยืนในเวลานั้นๆ ที่ต่างกันได้ ดังนั้นการมองว่าอันไหนดีกว่าอันไหนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม แต่ถ้าถามว่าอันไหนสบายกว่า พี่ว่าปัจจุบันสบายกว่า เพราะเมื่อก่อนค่ายต้องดูแลคนผลิตเพลง สมัยก่อนโปรดิวเซอร์กับค่ายต้องคิดงานทั้งหมด ตั้งแต่วางคอนเซ็ปต์ หาเพลง สร้างเรื่องราวให้ศิลปิน จนถึงทำออกมาเป็นเพลง แต่ปัจจุบัน ก็ต่างคนทำหน้าที่ของตนไปซึ่งก็ชัดเจน ศิลปินเองก็มีความสามารถมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ปัจจุบันสบายและดีกว่า อนาคตก็น่าจะดีขึ้นไปอีก

ดูเหมือนหลังจาก Bodyslam, Big Ass บูมขึ้นมีวงมากขึ้นพี่หมีก็เหมือนจะเฟดตัวเองออกมา

พี่หมี : ไม่น่าจะเกี่ยวกันนะ เวลามันเปลี่ยน ตลาดมันเปลี่ยน จะให้เราไปเปลี่ยนศิลปินที่เรามีอยู่ บอกให้เขาเปลี่ยนแนวไปตามตลาด ผมก็รู้สึกว่าผมทำไม่ได้ ผมอยากให้ศิลปินเขาเป็นแบบที่เขาเป็นแล้วผมช่วยเสริมมากกว่า โลกมันต้องหมุนไป ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ น้องๆ รุ่นใหม่ๆ ก็เก่งมากๆ บางคนอาจจะเรียกว่าอิ่มตัวหรือเราจะเรียกง่ายๆ ว่าแก่ก็ได้ครับ (หัวเราะ) ผมมีความสุขกับการให้คำแนะนำให้แนวคิดกับน้องๆ มากกว่า

พี่หมีได้สร้างคนเข้ามาทำงานเยอะ ไปๆ มาๆ สุดท้ายพี่หมีก็เหมือนกับเป็นครูอยู่ดี

พี่หมี : (หัวเราะ) ใช่ แต่เปลี่ยนจากเด็กๆ เล็กๆ เดินตามหลัง เป็นเด็กโตๆ เป็นผู้ใหญ่แทน (หัวเราะ) อย่างผมเห็นน้องๆ บางคนที่ผมเอามาทำงาน เขาทำงานได้ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ เห็นแล้วผมก็รู้สึกชื่นใจนะ ที่แน่ๆ คือมีภรรยาเป็นครูจริงๆ ด้วย (หัวเราะ)

อนาคตวงการดนตรีจะเป็นยังไงครับ

พี่หมี : ผมว่าดีขึ้นนะ มันยังมีแสงสว่างให้เห็นอยู่ข้างหน้า ผมว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ มีความสามารถจริงๆ อาจอยากออกความเห็นบ้างก็เรื่องทัศนคติเท่านั้นเอง ผมอยากให้คนที่ทำเพลงในปัจจุบันมองภาพรวมสังคมในปัจจุบันของเราด้วย อย่าลืมนะครับว่าคุณอยากทำเพลงที่เป็นตัวตนของคุณ คุณอยากแสดงความเป็นตัวตน อยากให้งานคุณโดนงานคุณเด่นก็ไม่แปลก แต่ก็ในเวลาเดียวกันจะมีเด็กๆ รุ่นใหม่ๆ เด็กตัวเล็กๆ ดูผลงานของคุณด้วย ถ้ามันดีต่อเขาก็ดีไป แต่ถ้ามันทำร้ายหรือชักนำให้เขาหลงเข้าใจผิด เดินทางผิด ก็อยากให้ช่วยทบทวนนิดนึง เพลงมันมีผลต่อชีวิตมากกว่าที่เรารู้สึก อยากให้มองเห็นภาพกว้างๆ ครับ เพราะปัจจุบันทุกคนเข้าถึง Content ได้เท่ากัน เด็กเล็กๆ ก็เข้าถึงได้เท่าเรา เราทุกคนต้องช่วยกันครับ

 

หนึ่งในผู้บุกเบิกวงการเพลงไทยที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักมากนัก คุณครูของคนดนตรีทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมากมาย ผู้ชายที่ทำงานโดยหวังให้ผู้ที่เขาปลุกปั้นได้ไปถึงฝั่งฝันและหลายคนก็ไปจนถึงแล้ว และนี่คือทัศนคติของครูและนักแสวงหาคนนี้ครับ

Searcher And Teacher

            genie records คือค่ายเพลงย่อยในแกรมมี่ ที่ได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับวงการเพลง โดยเฉพาะตลาดเพลงวัยรุ่นที่เป็นลักษณะของวงดนตรีในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่ารูปแบบของวงดนตรีจะได้รับอิทธิพลจากวงในค่ายนี้ค่อนข้างมาก ความเปลี่ยนแปลงที่ครั้งหนึ่งค่ายนี้เป็นเหมือนเรือเล็กต้องออกจากฝั่ง แต่พวกเขาก็ไปไกลถึงฝั่งแถมยังลงหลักปักฐานให้เหล่าเรือเล็กที่จะเป็นอนาคตของวงการดนตรีได้แล่นต่อไปอีกด้วย คนที่เป็นกัปตันเรือหลายๆ ท่านรู้จักดีอยู่แล้ว นั่นก็คือพี่นิค แต่วันนี้เราจะพาทุกท่านมาคุยกับคนที่เรียกได้ว่าผู้ช่วยกัปตัน เป็นอีกบุคคลที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ genie มาตั้งแต่ต้น เป็นโปรดิวเซอร์ผู้ที่คนในวงการหลายคนนับถือเป็นเสมือนพี่ เป็นเสมือนอาจารย์ ให้กับหลายต่อหลายคน และโปรดิวเซอร์มากความสามารถผู้นี้ก็คือพี่หมี เทียนชัย เกียรติปรุงเวช นั่นเองครับ

พี่หมีเริ่มต้นเส้นทางดนตรีได้อย่างไรครับ

พี่หมี : มันเริ่มจากพี่เรียนดนตรีมาตั้งแต่สมัย ม.ปลาย แล้วก็มาเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ระหว่างนั้นก็ตั้งวงดนตรีเล่นที่ Rock Pub ด้วย ชื่อวง Mountain ที่เมาทุกงานน่ะ (หัวเราะ) ก็อยู่ Rock Pub ปีกว่าๆ ก็ไปอยู่ CU Band คือก็เล่นไปด้วยเรียนไปด้วยตลอด ตอนนั้นในวงพี่ก็เริ่มทำเพลงกัน รวมถึงวงอื่นๆ ในรุ่นๆ เดียวกัน ตัวผมก็เลยเริ่มสนใจงานในสายดนตรีว่าเขาทำอะไรกันบ้าง

ชีวิตนักดนตรีช่วงนั้นเป็นยังไงครับแตกต่างจากสมัยนี้หรือเปล่า

พี่หมี : พี่ไม่รู้ว่ายุคนี้เป็นยังไงนะ แต่สมัยก่อนเรื่องเคารพรุ่นพี่รุ่นน้องจะมีค่อนข้างสูง (หัวเราะ) ยุคนี้ดูเบาลง

ตอนนั้นพี่หมีเล่นเครื่องดนตรีอะไรครับ

พี่หมี : กีตาร์…ตอนนั้นพี่ฝึกหนักอยู่นะ เอาพวก Paganini มาฝึก คือช่วงนั้น Steve Vai กำลังดัง ยุคกีตาร์ฮีโร่กำลังเบ่งบาน ช่วงนั้นปั่นกันทุกคน (หัวเราะ)

แล้วมาสนใจด้านทำเพลงได้ยังไงครับ

พี่หมี : ก็อย่างที่บอก มีพี่ๆ ในช่วงนั้นเริ่มทำเพลงกัน แล้วมันเริ่มจากตอนที่ผมเล่นดนตรีกลางคืนมีพี่อยู่คนนึง ที่ผมเป็นลูกศิษย์แกแบบที่แกไม่รู้ตัวนั่นคือพี่หมู คาไลฯ โดยวงผมจะเล่นสลับกับแกก็จะได้ดูแกเล่นตลอด แล้วเวลาคุยกันแกก็จะเล่าว่า เออ วันนั้น เอากีตาร์ตัวนั้นตัวนี้ไปอัดเสียงมา พอดีเราได้ยินก็เริ่มสนใจขึ้นมาบ้าง แล้วพอไปอยู่ CU Band ก็มีรุ่นพี่อยู่ในค่ายคีตาหลายคน เลยเริ่มสนใจจากจุดนั้น

พอเริ่มสนใจที่จะทำเพลงแล้วก็น่าจะเล็งๆ ค่ายเพลงไว้บ้างใช่ไหมครับ

พี่หมี : จริงๆ ตอนแรกก็เล็งที่คีตานั่นแหละ ตอนนั้นเขาก็จะมีศิลปินดังๆ อย่างอ้อม สุนิสา, พงษ์พัฒน์ เราก็ตามๆ รุ่นพี่เข้าไป แต่ไม่ได้ทำอะไรเลย ไปชงเหล้าอย่างเดียว (หัวเราะ) เพราะว่าเราเป็นเด็กใหม่ไง ตอนแรกอยากจะเป็นแค่นักดนตรีแบ็คอัพก็ยังดี แต่เราก็ไม่เคยบอกพี่ๆ ว่าเราอยากจะทำอะไร ก็ได้แค่แอบๆ ทำเพลงไป ภายหลังค่ายปิดตัวลง พี่ๆ เขาก็เลยดึงเราไปช่วยทำเพลงประกอบโฆษณา ทำงานเล็กๆ น้อยๆ จนได้เริ่มมาทำเพลงจริงจังกับศิลปินก็อ้อม สุนิสา ตอนเขามาอยู่แกรมมี่ ก็ทำ 2-3 เพลง

พี่หมีไม่ได้มีผลงานแบบเป็นอัลบั้มของตัวเองเหรอครับ

พี่หมี : ไม่เลย คือความตั้งใจก็คืออยากจะมาทำเบื้องหลังนี่แหละ คิดแค่อยากจะอยู่กับดนตรี ซึ่งก็ต้องมาเรียนรู้เรื่องการทำเพลง ให้เพื่อนๆ ช่วยสอน ผมเริ่มหัดจากเครื่อง MC50 เก่ามาก แต่ยุคนั้นมันทันสมัยมากเลยนะ (หัวเราะ) ซึ่งต่างจากที่เราเรียนดนตรีมาที่จะเจอแต่ตัวโน้ต

คราวนี้จุดผกผันที่ที่ทำให้พี่หมีเข้ามาทำงานสายโปรดิวเซอร์เต็มตัวคือตอนไหนครับ

พี่หมี : ต้องบอกก่อนว่าพี่เรียนสายครูมา ในใจลึกๆ พี่อยากจะเป็นครูนะ คือบางคนมีความเท่แบบต้องอยู่บนเวทีคนเป็นหมื่นแล้วจะรู้สึกเท่ แต่ความเท่ของพี่ พี่อยากจะแบบโรงเรียนเลิก เดินกลับบ้าน มีลูกศิษย์เดินตามหลัง เรียกครูครับๆ แล้วก็อาจมีแฟนเป็นครูด้วยกันสักคน (หัวเราะ) ทีนี้จุดผกผันก็คือพี่ได้มาทำงานในค่ายโพลีแกรม เป็นผู้ช่วยผู้จัดการดูแลศิลปิน เป็นครั้งแรกจริงๆ ที่เข้าสู่ธุรกิจดนตรีเต็มตัว ได้เรียนรู้กระบวนการทั้งหมดของการทำงาน การวางแผน วางคอนเซ็ปต์ และการทำเพลง ที่เข้ามาทำเพลงก็เกิดจากบางทีเรารู้สึกไม่ค่อยถูกใจกับงานที่ได้รับกลับมาจากคนทำดนตรี ก็เลยจัดการทำเอง อัดเองเลย พอพี่ๆ เขาเห็นว่าทำได้ก็เลยให้ทำเลย

คราวนี้ทำไมถึงเลือกมาอยู่ genie ครับ เพราะตอนนั้นก็ใหม่มาก แล้วก็พูดกันตรงๆ ก็ไม่ค่อยมีศิลปินอะไรสักเท่าไหร่

พี่หมี : เอาจริงๆ นะ คือตอนนั้นตกงานเพราะโพลีแกรมปิดตัวลง ขืนไม่ทำอะไรสักอย่างอดตายแน่ (หัวเราะ) เราก็เลยทำเพลงกัน ทำเป็นอัลบั้มเลยนะ แต่ทำเพลงแบบไม่เหมือนกันสักเพลง เพราะเราตั้งใจจะทำให้เขาเห็นว่าเราทำเพลงอะไรบ้าง ตอนแรกก็มองอยู่หลายแห่ง แต่สุดท้ายก็เอาเพลงไปส่ง genie ซึ่งก็กำลังตั้งไข่

บรรยากาศเป็นไงบ้างครับ

พี่หมี : ก็ออฟฟิศเป็นโต๊ะเล็กๆ 2-3 ตัว ขึ้นไปเจอคุณปุ๊กแอดมิน กับพี่นิคและใครไม่รู้อีก 2 คน (หัวเราะ) พอผมเข้าไปเพิ่มอีกคนนึงก็ได้ไปช่วยสร้างค่ายมาด้วยกัน เหนื่อยมากตอนนั้น จริงๆ พอพี่ไปส่งงานเสร็จพี่ยังคิดในใจอยู่เหมือนกันนะ จะยังไงต่อดีวะ เพราะก็อย่างที่เห็นคือ genie ตอนนั้นยังเล็กมาก แล้วชีวิตเราก็เริ่มมีภาระแล้ว จะไปหางานประจำเป็นครู หรือลุยต่อดี แต่พอดีงานอัลบั้มที่ทำมาส่งมันค่อนข้างได้รับการตอบรับดี พี่ก็คิดว่า…รอดแล้วโว้ย (หัวเราะ) ตอนอยู่ genie พี่ก็ทุ่มเทเต็มที่นะ พี่นิคแกบอกว่าอยากให้เราช่วยสร้างคนหน่อย เราก็ช่วยแกเต็มที่เลย

มาถึงตรงนี้น่าจะเจอเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเพลง เรื่องตัวเลขมากขึ้นตอนนั้นพี่หมีรู้สึกยังไงบ้างครับ

พี่หมี : ด้วยความที่ช่วงแรกเราทำอะไรก็ค่อนข้างได้รับผลตอบรับค่อนข้างดี พอมาช่วงหลังๆ ผ่านมา 6-7 ปีธุรกิจเพลงมันตกต่ำลง เจอเรื่องแผ่นปลอม เรื่องเพลงไม่ค่อยขาย เราก็เริ่มรู้สึกว่าเคยทำให้เขาได้เยอะกว่านี้ หรือว่าเราไม่ไหวแล้ววะ ผมจะเครียดๆ เรื่องนี้พอสมควร แต่ผมคิดไว้ในใจตลอดว่ามันเป็นหน้าที่ที่จะต้องสร้างคนใหม่ๆ ขึ้นมา ก็เลยพยายามหาช่องทาง หาวงใหม่ๆ หาคนใหม่ๆ เข้ามาให้ค่ายเรื่อยๆ เปิดโอกาสให้คนใหม่ๆ และเปิดโอกาสค่ายไปด้วย

จนมาถึงจุดเปลี่ยนของ genie ที่ดึง Big Ass และ Bodyslam เข้ามา

พี่หมี : ด้วยความที่อ๊อฟเขาทำงานเขียนเพลงส่งให้ผมอยู่ พอเขาอยากมาอยู่ Grammy ก็เลยชวนเขาเข้ามา ความตั้งใจตอนแรกเขาบอกว่าอยากไป More Music ผมก็ชวนอ๊อฟกับกบมา บอกมาช่วยกันทำที่ genie ดีกว่า คุยกันอยู่ 3-4 รอบ ซึ่งบางครั้งตูนก็มาคุยด้วย สุดท้ายก็เลยชวนมาอยู่ที่นี่ด้วยกันจนได้ (หัวเราะ) ช่วงนั้น Big Ass เขาเริ่มจะมีคนรู้จักแล้วล่ะ แต่ Bodyslam ยังเพิ่งเริ่มต้น

ตอนแรกที่เห็นพี่คิดว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ทุกวันนี้ได้มั้ยครับ

พี่หมี : ครั้งแรกที่พี่เห็นบอดี้สแลมในตอนนั้น ความคิดแรก…นี่คือไมโครวงต่อไป จะเป็นร็อคประวัติศาสตร์ เพราะภาพมันชัดมาก ด้วยความที่ผมเป็นคนค้นหาศิลปินมาตลอด พอเราเห็นก็รู้เลยว่าใช่  ก็เลยคาดหวังแต่แรกเลย

2 วงนี้เป็นวงที่เปลี่ยนภาพของ genie แต่คราวนี้พี่หมีมีความรู้สึกแบบขัดๆ หรือเปล่าครับ เพราะแนวทางจะต่างจากศิลปินที่มีอยู่ พี่หมีได้ให้คำปรึกษาแนะนำอะไรหรือเปล่าครับ

พี่หมี : จริงๆ ผมแทบไม่ได้เข้าไปยุ่งกับการทำเพลงของน้องๆ เลยนะ จะมีแค่แนะนำช่วงแรกๆ ว่าลองทำนู่น นี่ นิดหน่อย เท่านั้นเอง แต่เรื่องตัวงานผมไม่ยุ่งเลย คือของเขาใช่อยู่แล้วจะทำให้เสียทิศทางทำไม (หัวเราะ)

ตอนแรกผลงาน Bodyslam ออกมาพี่คิดว่าจะไปรอดในธุรกิจดนตรีหรือเปล่าครับเพราะมันค่อนข้างใหม่

พี่หมี : สิ่งหนึ่งที่ผมทำมาตลอดก็เป็นการทดลองครับ เป็นการเปิดพื้นที่ให้วงใหม่ๆ คนใหม่ๆ ภาพลักษณ์ใหม่ ผมคิดว่าถ้าเราจะไปเปลี่ยนแปลง หรือคาดหวังอะไรแบบที่คิดว่าตลาดต้องการจากพวกเขา แล้วเราจะเปิดรับคนใหม่ทำไม ผมมองว่า Bodyslam ค่อนข้างชัดเจนมากๆ ตั้งแต่แรก องค์ประกอบทุกอย่างมันพร้อมหมด ทั้งภาพแล้วก็ตัวศิลปิน มันจึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องเรียกว่าสมหวังทุกฝ่าย

ด้วยภาพลักษณ์ใหม่ๆ มันทำให้ฐานหรือสิ่งที่พี่หมีสร้างไว้ในอีกแบบหนึ่งเปลี่ยนไป จะเรียกว่าพี่หมียอมถอยหรือเปล่าครับ

พี่หมี : ไม่ ไม่ พี่ไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้นนะ เราไม่ได้มองว่าเราสร้างฐานอะไร คือพี่มองว่า genie คือบ้านเรา สิ่งหนึ่งที่พี่ทำตลอดมาและเห็นได้ชัดเจนคือเป็นที่ๆ พี่ใช้สร้างคนใหม่ๆ สมัยก่อนเราทำงานทดลองอยู่เสมอๆ เราพยายามเอาคนมาอยู่ในบ้านเราเพราะอยากให้เขามาช่วยสานต่อ เราก็ต้องทำให้เขามีความสุข ธรรมชาติวงการเพลงมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แนวเพลงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ คนก็ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ น้องๆ มาก็ช่วยกันทำให้มันเติบโตขึ้น แข็งแรงขึ้น ปัจจุบันทุกอย่างมันก็เป็นไปในทิศทางที่ดีแล้ว

genie ยุคเก่ากับยุคใหม่ ยุคไหนดีกว่ากันครับ

พี่หมี : ดีคนละแบบ ถ้าเรามองแบบตัวค่ายว่ายุคไหนดีกว่ากัน พี่ว่ามันไม่ใช่ เพราะทุกอย่างมันเกิดจากบริบท สภาพแวดล้อมสังคมในช่วงนั้นๆ ว่ามันเป็นยังไง เราถึงมาวางทิศทางกับจุดยืนในเวลานั้นๆ ที่ต่างกันได้ ดังนั้นการมองว่าอันไหนดีกว่าอันไหนขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม แต่ถ้าถามว่าอันไหนสบายกว่า พี่ว่าปัจจุบันสบายกว่า เพราะเมื่อก่อนค่ายต้องดูแลคนผลิตเพลง สมัยก่อนโปรดิวเซอร์กับค่ายต้องคิดงานทั้งหมด ตั้งแต่วางคอนเซ็ปต์ หาเพลง สร้างเรื่องราวให้ศิลปิน จนถึงทำออกมาเป็นเพลง แต่ปัจจุบัน ก็ต่างคนทำหน้าที่ของตนไปซึ่งก็ชัดเจน ศิลปินเองก็มีความสามารถมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ปัจจุบันสบายและดีกว่า อนาคตก็น่าจะดีขึ้นไปอีก

ดูเหมือนหลังจาก Bodyslam, Big Ass บูมขึ้นมีวงมากขึ้นพี่หมีก็เหมือนจะเฟดตัวเองออกมา

พี่หมี : ไม่น่าจะเกี่ยวกันนะ เวลามันเปลี่ยน ตลาดมันเปลี่ยน จะให้เราไปเปลี่ยนศิลปินที่เรามีอยู่ บอกให้เขาเปลี่ยนแนวไปตามตลาด ผมก็รู้สึกว่าผมทำไม่ได้ ผมอยากให้ศิลปินเขาเป็นแบบที่เขาเป็นแล้วผมช่วยเสริมมากกว่า โลกมันต้องหมุนไป ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ น้องๆ รุ่นใหม่ๆ ก็เก่งมากๆ บางคนอาจจะเรียกว่าอิ่มตัวหรือเราจะเรียกง่ายๆ ว่าแก่ก็ได้ครับ (หัวเราะ) ผมมีความสุขกับการให้คำแนะนำให้แนวคิดกับน้องๆ มากกว่า

พี่หมีได้สร้างคนเข้ามาทำงานเยอะ ไปๆ มาๆ สุดท้ายพี่หมีก็เหมือนกับเป็นครูอยู่ดี

พี่หมี : (หัวเราะ) ใช่ แต่เปลี่ยนจากเด็กๆ เล็กๆ เดินตามหลัง เป็นเด็กโตๆ เป็นผู้ใหญ่แทน (หัวเราะ) อย่างผมเห็นน้องๆ บางคนที่ผมเอามาทำงาน เขาทำงานได้ดี มีความสุข ประสบความสำเร็จ เห็นแล้วผมก็รู้สึกชื่นใจนะ ที่แน่ๆ คือมีภรรยาเป็นครูจริงๆ ด้วย (หัวเราะ)

อนาคตวงการดนตรีจะเป็นยังไงครับ

พี่หมี : ผมว่าดีขึ้นนะ มันยังมีแสงสว่างให้เห็นอยู่ข้างหน้า ผมว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ มีความสามารถจริงๆ อาจอยากออกความเห็นบ้างก็เรื่องทัศนคติเท่านั้นเอง ผมอยากให้คนที่ทำเพลงในปัจจุบันมองภาพรวมสังคมในปัจจุบันของเราด้วย อย่าลืมนะครับว่าคุณอยากทำเพลงที่เป็นตัวตนของคุณ คุณอยากแสดงความเป็นตัวตน อยากให้งานคุณโดนงานคุณเด่นก็ไม่แปลก แต่ก็ในเวลาเดียวกันจะมีเด็กๆ รุ่นใหม่ๆ เด็กตัวเล็กๆ ดูผลงานของคุณด้วย ถ้ามันดีต่อเขาก็ดีไป แต่ถ้ามันทำร้ายหรือชักนำให้เขาหลงเข้าใจผิด เดินทางผิด ก็อยากให้ช่วยทบทวนนิดนึง เพลงมันมีผลต่อชีวิตมากกว่าที่เรารู้สึก อยากให้มองเห็นภาพกว้างๆ ครับ เพราะปัจจุบันทุกคนเข้าถึง Content ได้เท่ากัน เด็กเล็กๆ ก็เข้าถึงได้เท่าเรา เราทุกคนต้องช่วยกันครับ

 

หนึ่งในผู้บุกเบิกวงการเพลงไทยที่หลายคนอาจจะไม่ค่อยรู้จักมากนัก คุณครูของคนดนตรีทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังมากมาย ผู้ชายที่ทำงานโดยหวังให้ผู้ที่เขาปลุกปั้นได้ไปถึงฝั่งฝันและหลายคนก็ไปจนถึงแล้ว และนี่คือทัศนคติของครูและนักแสวงหาคนนี้ครับ